บทที่ 7 อีกหนึ่งความเดียวดาย (1)

“ออกมานะยายปิรันย่า ออกมาคุยกันเดี๋ยวนี้เลย!”

น้อมจิตในวัยสี่สิบต้นๆ ได้แต่ส่ายหน้า เมื่อเด็กชายที่ยืนอยู่ข้างเธอตะโกนลั่น มือกำท่อนแขนตัวเองไว้แน่น ริมฝีปากสีสดของเขาเม้มสนิท ส่วนดวงตาสีอ่อนนั้นวาวโรจน์ยามกวาดมองอย่างสำรวจตรวจตราหาเจ้าของชื่อ ซึ่งคงจะซ่อนตัวอยู่หลังพุ่มไม้ใดพุ่มไม้หนึ่งในสนามหญ้ากว้างขวางสีเขียวขจี ที่กั้นกลางระหว่างตัวบ้านหลังใหญ่สองหลัง

บ้านหลังที่สองนี้เพิ่งสร้างเสร็จได้แค่สองปี มันเป็นคฤหาสน์อีกหลังที่ตกแต่งแบบHeritage[1] สีครีมของตัวบ้าน ตัดกับหลังคากระเบื้องสมัยเก่าสีน้ำตาลออกดำดูลงตัว ซึ่งอยู่ในเขตรั้วเดียวกันกับบ้านของอดิศรและปรียานุช ด้วยเหตุผลที่ปุริมและณัจยาเจ้าของบ้านหลังใหม่นี้ เป็นทั้งคู่ค้าทางธุรกิจและมีความสนิทสนมกันจน‘เหมือนพี่น้อง’

เด็กชายปณัยในวัยสิบสามขวบสาวเท้าไปตามทางเดินโรยกรวดที่ทอดยาวผ่านสนาม ตรงไปยังบึงบัวน้ำใสแจ๋วติดกับรั้วหน้าบ้านท่ามกลางบรรดาไม้ยืนต้นซึ่งปลูกอยู่รอบล้อม

“คิดว่าจะหนีพ้นหรือไงคุณปรียา”

เด็กชายคำรามอย่างหัวเสียยามเดินดิ่งไปยังพุ่มเทียนหยด บริเวณริมสนามหญ้าข้างรั้วบ้านด้านหน้าโดยมีน้อมจิตเดินตาม หลังจากทั้งคู่มองเห็น...ชายเสื้อสีขาวของเจ้าของชื่อแล้ว!

“อะไร ก็คุณปรียาเป็นคนกัดแขนคุณณัย แล้วจะมานั่งร้องไห้ทำมั้ย!”

ปณัยกล่าวโทษเมื่อไปหยุดอยู่ตรงหน้าเด็กหญิงวัยหกขวบร่างป้อมที่นั่งหลบอยู่แล้วฉุดให้ลุกขึ้นยืน พลางยื่นแขนที่โดนกัดจนเห็นเป็นรอยฟันให้คนร้องไห้ดู แต่โดนคุณปรียาตัวน้อยสะบัดมือออก ดวงหน้าเด็กหญิงที่มอมเพราะร้องไห้กระอืดๆเงยขึ้นมอง ‘คุณณัย’ แล้วริมฝีปากสีแดงย้อยก็เบะออกทำท่าจะปล่อยโฮลั่น จนผู้แก่กว่าทำหน้าหน่าย เอื้อมมือไปลูบเบาๆที่ศีรษะของคู่กรณี แล้วเลื่อนไปกระตุกปอยผมเปียไหวๆ ในขณะที่เด็กหญิงกระซี้กระซิกหนักขึ้น

“โดนแกล้งมาอีกล่ะสิ ถึงไม่อยากไปโรงเรียน...มานี่มา หยุดร้องไห้นะ หยุดร้องนะคนดี”

‘พี่’ ที่ ‘ดุ’ ในตอนแรก ตอนนี้หันมา ‘ปลอบ’ เด็กชายที่เข้าสู่วัยรุ่นดึงเอาน้องเล็กมากอดไว้เหมือนเก่า พลางลูบหลังลูบไหล่ แล้วจึงได้ตะล่อมถามอย่างเคยด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน

“โอ๋ๆ หยุดร้องนะคะคุณปรียา คุณณัยอยู่นี่แล้วนะ ไม่ร้องนะไม่ร้อง”

ดวงหน้าชุ่มน้ำตาเงยขึ้นมองสะอื้นฮัก ยกมือขึ้นป้ายน้ำตาที่ไหลเป็นทาง ส่วนคนที่ ‘นานๆที’ จะยิ้มให้แทนการทำหน้าบึ้งอย่างทุกครั้งถามเสียงอ่อนโยนว่า

“เป็นอะไรคะ ทำไมอยู่ดีๆ มากัดแขนคุณณัยแบบนี้ล่ะ”

“คุณปรียาไม่อยากไปโรงเรียนนี่คะ”

เด็กหญิงตอบเสียงสั่นยังคงสะอื้นอยู่ น้อมจิตได้แต่ถอนหายใจ เมื่อเด็กชายปณัยเงยหน้าขึ้นมองเธอพลางกลอกตาไปมา ก่อนจะซักกันต่อสองคนพี่น้องจนได้ความว่า

เด็กหญิงอัลิปรียาซึ่งเพิ่งย้ายมาเรียนที่เดียวกับเด็กชายนั้น มีปัญหาเกี่ยวกับการปรับตัวเข้าหาเพื่อนร่วมชั้นที่ไม่คุ้นเคย เนื่องจากเพิ่งย้ายมาได้ไม่ถึงสองอาทิตย์ จึงทำให้บางครั้งโดนแกล้ง กระทั่งเกิดอาการไม่อยากไปโรงเรียนเข้า ดังนั้นเมื่อเช้านี้ที่พี่เข้าไปกึ่งลากกึ่งจูงน้องให้มาขึ้นรถ เด็กหญิงที่ดิ้นไม่หลุดจึงได้กัดแขนเด็กชายเข้าให้ ซึ่งพอรู้เรื่องทั้งหมดแล้วพี่ชายจึงได้บอกน้องว่า

“คุณปรียาต่อไปนี้จำไว้นะ...ทีหลังมีปัญหาอะไร คุณปรียาต้องบอกคุณณัยก่อน จะได้ช่วยกันแก้รู้มั้ย”

น้อมจิตมองแล้วก็ได้แต่อมยิ้ม เพราะเมื่อแรกที่มาอยู่ที่นี่ ปณัยไม่ได้ชอบอัลิปรียาเอาเสียเลย เมื่อไรที่น้องเดินตาม พี่ชายมักจะหาทางหลบเลี่ยง และเก็บตัวเงียบๆอยู่คนเดียว กระทั่งระยะหลังๆ นี้เอง ปณัยถึงได้ยอมญาติดีกับเด็กหญิงบ้าง

“งั้นวันนี้ก็ไปโรงเรียนกันได้แล้วนะ โอเคไหม” สิ้นคำถามของปณัย สาวใหญ่ก็เบนสายตาจากเด็กชายไปที่คุณหนูของบ้าน แล้วก็ได้เห็นว่าเด็กหญิงอัลิปรียามองเด็กชายปณัยตาละห้อย ก่อนกอดคอพี่ชายแน่นพลางออดอ้อนว่า

“แต่วันนี้คุณปรียาเจ็บขา ไม่ไปโรงเรียนได้มั้ยคะ นะคะ...ขอวันเดียว คุณณัยอยู่กับคุณปรียาด้วยนะ”

ปณัยนิ่วหน้าถอนหายใจเฮือกใหญ่ พลางแหงนหน้าขึ้นมองน้อมจิต พอเห็นเธอพยักหน้ารับเป็นเชิงอนุญาต เด็กชายก็รับคำเด็กหญิงพลางทำหน้าหน่าย ส่วนเด็กหญิงยิ้มกว้างทั้งน้ำตาหอมแก้มพี่ชายฟอดใหญ่ทั้งซ้ายขวา แล้วขย่มตัวอยู่บนตักแบบไม่กลัวว่าพี่ชายจะหนัก

ส่วนน้อมจิตหัวเราะขึ้นเบาๆพลางส่ายหน้า ทรุดลงนั่งคุกเข่าแล้วพูดคุยด้วย ในขณะที่เด็กชายเท้ามือกับพื้นหญ้าแล้วเอนไปด้านหลัง ยิ้มจืดๆ ส่งให้พี่เลี้ยงสาวใหญ่อย่างระอากับนิสัยขี้อ้อนที่ไม่มีใครกล้าขัดของอัลิปรียา

แล้วภาพความทรงจำเหล่านั้นก็จางหายไป ปณัยลืมตาขึ้นและดึงตัวเองออกจากภวังค์หนหลัง พร้อมกับความคิดที่ว่า นับตั้งแต่ตอนนั้นมาจนถึงบัดนี้ อัลิปรียาได้กระทำดังที่เคยรับปากเขาไว้มาเสมอ แต่...เวลาต่อมาที่ต่างเติบใหญ่และได้ผูกพันกันด้วยความรัก แม้ว่าอัลิปรียาจะเพียรเฝ้าถาม และเฝ้าอธิบายมากเพียงใด เขาก็...ไม่เคยจะฟัง

[1] Heritage เป็นรูปแบบการออกแบบและตกแต่งกันระหว่างแนว Classic กับ Oriental บ่งบอกถึงความหรูหรา ภูมิฐานรวมทั้งรสนิยมของเจ้าของบ้าน และรวมถึงวัฒนธรรมทางสังคมในยุคนั้นๆ ผ่านรูปแบบของความประณีตในการก่อสร้างและคัดสรร โดยไม่ได้เจาะจงว่าวัสดุหรืออุปกรณ์ในการก่อสร้างและตกแต่งจะต้องเป็นของในยุคนั้น แต่จะเน้นที่ความคลาสสิกที่ยังเป็นที่นิยม หรือ วัสดุสิ่งของที่มีคุณค่าทางจิตใจ และมีความเป็นศิลปะผสมผสานอยู่ด้วย โทนสีที่ใช้มักจะออกแนวอบอุ่น และดูสง่าไปในตัว เช่นสีเหลืองอมน้ำตาล สีครีม หรือว่าสีเข้มอย่างสีน้ำตาล และยังบ่งบอกถึงสถานะทางสังคมรวมถึงรสนิยมของเจ้าของอีกด้วย

บทก่อนหน้า
บทถัดไป